เจ้าของร้าน: cchaw ส่งข้อความ

ความน่าเชื่อถือ: 0

จำนวนสินค้า: 45

พื้นที่: อุดรธานี

เปิดร้านเมื่อ: 2009-08-04

เยี่ยมชมทั้งหมด: 275947

ที่อยู่: 244/2 ถ.โพศรี อ.เมือง จ.อุดรธานี 41000

เบอร์โทรศัพท์: 042-221609

ค้นสินค้าในร้านค้า

ตรวจพัสดุส่งทางไปรษณีย์

ารตรวจวินิจฉัยพื้นฐานด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน

 

 

การตรวจพื้นฐานที่สำคัญทางการแพทย์จีนมี 4 วิธี  ได้แก่
            1. การดู (?)
            2. การฟังและการดมกลิ่น (?)
            3. การถาม (?)
            4. การจับชีพจรและการคลำ (?) 

1. การดู (??)            
     การดู เป็นวิธีการตรวจวินิจฉัยโดยการสังเกตความผิดปกติหรือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายนอกร่างกาย  ได้แก่ การดูความมีชีวิตชีวา (
??) การดูสีหน้า ( ??)  การดูลักษณะรูปร่างท่าทาง (??) การดูลิ้น (?)  การดูสิ่งขับถ่าย (??) และการดูการคัดหลั่งต่างๆ (???)
     จุดประสงค์ในการตรวจวินิจฉัยด้วยการดูก็เพื่อประเมินพยาธิสภาพของอวัยวะภายในที่สะท้อนออกมาให้เห็นความผิดปกติของร่างกายภายนอก  ทำให้เข้าใจถึงสภาวะของโรคได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  การดูใบหน้าและการดูลิ้น  ทางการแพทย์จีนถือว่าเป็นอวัยวะสำคัญที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอวัยวะภายในมากที่สุด

การดูความมีชีวิตชีวา ( ??)

การดูสีหน้า ( ??? )
       สีหน้าที่ผิดปกติ  หมายถึง การเปลี่ยนแปลงของสีผิวและความสดใส  อันเนื่องมาจากการเจ็บป่วย

นอกจากการดูสีหน้าแล้ว  ยังมีการดูลักษณะรูปร่างว่าแข็งแรง  อ่อนแอ  อ้วนหรือผอม  ดูลักษณะร่างกายเฉพาะส่วน เช่น ดูเส้นผม  ดูดวงตา  การดูสารคัดหลั่ง เช่นเสมหะ   น้ำลาย  น้ำมูก  อาเจียน เป็นต้น

การดูลิ้น (??)   การแบ่งเป็นส่วนต่าง ๆ ของลิ้น

            - แบ่งลิ้นออกเป็นบริเวณของอวัยวะภายใน  ดังนี้ 
                       ส่วนปลาย(
??)  :           หัวใจ(?)  ปอด(?)
                        ส่วนกลาง(??)   :           ม้าม (?)  กะเพาะอาหาร(?)
                        ส่วนขอบ (??)   :           ตับ (?)  ถุงน้ำดี (?)
                        ส่วนโคน (??)   :           ไต (?)

การตรวจส่วนต่าง ๆ ของลิ้น 

         - การมีชีวิตชีวา (??)  ได้แก่  ลิ้นห่อเหี่ยว  ลิ้นมีประกายมีน้ำมีนวล

        - สีของตัวลิ้น (??) ได้แก่
  
                   สีชมพูอ่อน (???)------ คนที่ปกติที่ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ  หรืออาการของโรคเบา  ยังมีเจิ้งชี่สมบูรณ์
                     สีขาวซีด (???)---------พบในกลุ่มอาการเย็น หรือกลุ่มอาการพร่อง (หยางพร่อง, เลือดพร่อง)
                     สีแดง (??)  ------------ พบในกลุ่มอาการร้อน
                     สีแดงจัด (???)  --------อยู่ในกลุ่มอาการร้อนมากจนทำให้ยินพร่องเกิดไฟ
                     สีม่วง(??) ---------------พบในกลุ่มอาการเย็นหรือกลุ่มอาการร้อน

        - ลักษณะของลิ้น(??  ได้แก่  ลิ้นผอมเล็ก (??) ลิ้นบวมโต(??)  ผิวลิ้นหยาบนุ่ม (???) ผิวลิ้นมีตุ่มนูนแดง (??)  ลิ้นมีร่องรอยแตก (??)  ลิ้นมีรอยหยักของฟัน (??)  ลิ้นลื่นวาว(??)  ลิ้นมีจุดเลือด (??)  ฯลฯ

        - ลักษณะการเคลื่อนไหว (??)
  
                    ลิ้นแข็งทื่อ(??) ------- ไม่คล่องตัว แสดงว่าความร้อนมากทำให้เสียน้ำ เป็นอาการเตือนของจ้งเฟิง (??
                      ลิ้นอ่อนแรง (??) ----- เคลื่อนไหวไม่คล่อง  อ่อนแรง  แสดงว่าชี่และน้ำในร่างกายพร่อง
                      ลิ้นสั่น(?? ) ---------- ลิ้นสั่น ไม่สามารถควบคุมได้ มักพบในภาวะเกิดลมในตับ หรือภาวะชี่และเลือดพร่อง
                      ลิ้นเฉ (??)  ----------- เมื่อแลบลิ้น ลิ้นเฉไปข้างหนึ่ง  เป็นอาการเตือนของจ้งเฟิงหรืออัมพาต

         - การดูฝ้าของลิ้น (??)  ฝ้าบนลิ้นมีความเกี่ยวข้องกับพลังของระบบม้ามและกระเพาะอาหาร  ซึ่งควบคุมเกี่ยวกับการย่อยสลาย  และลำเลียงอาหารไปยังส่วนต่าง ๆ  การเปลี่ยนแปลงของฝ้าบนลิ้นจึงบ่งบอกถึงพลังของกระเพาะอาหารและม้าม

                1. ดูสีของฝ้า   :   สีขาว (??) --------  พบในกลุ่มอาการภายนอก  กลุ่มอาการเย็น
                                        สีเหลือง(??) ------  พบในกลุ่มอาการภายใน  กลุ่มอาการร้อน
                                        สีเทาดำ(???)  ---- มักพบในกลุ่มอาการร้อน

                2. ดูลักษณะของฝ้า  :  ฝ้าหนา-บาง (??)  - ฝ้าหนา ?มองไม่เห็นตัวลิ้น  ปัจจัยก่อโรคค่อนข้างรุนแรง
                                                                          - ฝ้าบาง ?มักพบในคนปกติ  หรืออาการของโรคอยู่ในระยะเริ่มต้น
                                               ฝ้าชุ่มชื้น-แห้ง (??)
 
                                              ฝ้าเหนียวหรือร่อน(??)
                                               ฝ้าหลุดลอก (??)

 

2. การฟังเลียงและการดมกลิ่น???? 

  การฟังเสียง  ได้แก่       - เสียงแหบ   การเปล่งเสียงฟังเสียงว่าดังมีพลัง หรือเสียงเบาเหมือนไม่มีแรงพูด หรือพูดขาด ๆ หยุด ๆ
                                    - ลักษณะการพูด เช่น พูดลิ้นแข็งไม่ชัด พูดไม่รู้เรื่อง  พูดซ้ำซาก  พูดกับตัวเอง
                                    - เสียงหอบ
                                    - เสียงไอ
                                    - เสียงอาเจียน

                                    - เสียงสะอึก

  การดมกลิ่น   (จำเป็นต้องใช้วิธีการถาม และการดูร่วมด้วย) ได้แก่
                                    - กลิ่นปาก                      - กลิ่นเหม็นจากลำตัว
                                    - กลิ่นเหงื่อ                     - กลิ่นอุจจาระ
                                    - กลิ่นในจมูก                   - กลิ่นในห้องผู้ป่วย

 3. การถาม????
     ในทัศนะแพทย์จีน  การถามก็เพื่อแยกแยะและวิเคราะห์ให้เข้าใจสภาวะโรค  ดังนั้น การถามจึงไม่เหมือนกับการซักประวัติในแง่ของการแพทย์แผนตะวันตกเสียทีเดียว ในการถามประวัติทางการแพทย์จีนมีการจัดกลุ่มคำถามที่ควรถามผู้ป่วยหรือญาติไว้ 10หัวข้อ  ดังนี้
            1. ร้อนและเย็น (???)
            อาการเย็น หมายรวมถึง อาการกลัวหนาว และอาการหนาว  ส่วนอาการร้อน หมายรวมถึง อาการร้อนจัด (ไข้สูง)  อาการร้อนเป็นเวลา (ไข้เป็นพัก ๆ ) และอาการร้อนต่ำ (ไข้ต่ำ)  อาการร้อนและเย็นที่พบบ่อยในทางคลินิกจะมี 4 ประเภท  ได้แก่
                        - อาการกลัวหนาวและมีไข้ (????????)
                        - อาการหนาวอย่างเดียว (?????)
 
                        - อาการร้อนอย่างเดียว (?????)
                        - ร้อนสลับหนาว (????)
            2. เหงื่อ (??) ถามว่าเหงื่อออกมากหรือน้อย  หรือไม่มีเหงื่อ หรือเหงื่อออกเฉพาะที่
            3. ศีรษะและลำตัว  (???) ถามลักษณะอาการปวดและตำแหน่งที่ปวด
            4. ปัสสาวะและอุจจาระ (????)  ต้องถามว่าปกติหรือไม่  จำนวนครั้ง  ปริมาณ  สีสัน มีเลือดออกปนมาด้วยหรือไม่
            5. อาหารการกินและรสชาติ (???) ต้องถามถึงความอยากอาหาร  ความสามารถในการกินเป็นอย่างไร  ปกติหรือไม่  กินแล้วรู้สึกอย่างไร  และความรู้สึกต่อรสชาติของอาหารดีหรือไม่ด้วย
            6. ทรวงอก  ท้อง และสีข้าง (???) ต้องถามให้แน่ชัดถึงบริเวณที่ปวด  และลักษณะอาการปวด
            7. การได้ยินและการมองเห็น (???)
            8. ความกระหายน้ำ (??)
            9. ประวัติเกี่ยวกับการป่วย (???)
            10. สาเหตุแห่งการเจ็บป่วย (???)
            นอกจากนี้ ในสตรีควรถามประวัติการมีประจำเดือน (???????)  ส่วนในเด็กควรถามประวัติการออกผื่น เช่น สุกใส หรือหัด เป็นต้น และการหลับนอน (?????)

4. การตรวจชีพจร????

       ตำแหน่งของการตรวจชีพจรจะอยู่บริเวณข้อมือด้านในทั้ง 2 ข้าง  โดยวางนิ้วกลางที่จุดกวน ซึ่งอยู่บริเวณที่มีกระดุกข้อมือนูนขึ้นมา  วางนิ้วชี้ถัดจากนิ้วกลางไปทางปลายนิ้วมือของผู้ป่วยที่จุดชุน  ส่วนจุดฉื่อ ให้วางนิ้วนางถัดจากนิ้วกลางค่อนไปทางต้นแขนโดยให้วางทั้ง 3 นิ้วเรียงติดกัน คือ ตำแหน่ง ชุ่น กวน ฉื่อ   ตำแหน่งของชีพจรจะมี 3 ตำแหน่งในแต่ละข้าง  สามารถตรวจสอบบ่งชี้ประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายได้ดังนี้  

 

1. ชีพจรของคนปกติ

     โดยทั่วไป การเต้นของชีพจรจะไม่ใหญ่ ไม่เกิน ไม่เล็ก ไม่ผิว ไม่ลึก ไม่เร็ว ไม่ช้า ขณะที่หายใจเข้าออกเต้น 4 หรือ 5 จังหวะ สม่ำเสมอ แต่ชีพจรของคนปกติอาจเปลี่ยนไปตามอายุ เพศ เวลา ร่างกาย และสภาวะทางจิตใจได้  เช่น เด็กชีพจรจะเต้นไวกว่าผู้ใหญ่ ชีพจรของ ผู้หญิงเต้นเร็วกว่าผู้ชาย คนแข็งแรง คนที่ทำงานหนัก ชีพจรจะใหญ่ และเต้น เร็ว คนที่ทำงานเบาใช้สมอง ชีพจรจะเล็ก และไม่มีแรง หลังจากออกกำลัง กายใหม่ๆ ชีพจรจะเต้นเร็ว คนที่นอนหลับเพิ่งตื่น หรือพักผ่อนมาก ชีพจรจะ เต้นช้า เป็นต้น

2. ชีพจรของคนป่วย

      แพทย์จีนโบราณ ได้ค้นพบว่า การเต้นของ ชีพจรคนที่ป่วยมีลักษณะการเต้นที่แตกต่างกันมากมายหลายแบบ และ ซับซ้อนโดยได้แบ่งลักษณะการเต้นของชีพจรแบบต่าง ๆ มีทั้งหมด 28 แบบ ซึ่งการเต้นในแต่ละแบบแต่ละชนิดได้บ่งบอกถึงอาการ และชนิด ของโรคที่เกิดขึ้นกับอวัยวะภายในของคนนั้นแตกต่างกันด้วย

ประเภทชีพจรลอย (???)
            การเต้นของชีพจรมีลักษณะลอย หมายถึง เมื่อใช้นิ้วทั้ง 3 นิ้ว สัมผัสลงที่ชีพจรเบาๆ ก็พบชีพจร แสดงว่าโรคนั้นยังเกิดอยู่ภายนอก  ยังไม่ได้เข้าถึงภายใน
             1.ชีพจรลอย (??) สัมผัสเบาๆจะพบชีพจร คล้ายท่อนซุงลอยน้ำ,เวลาที่กดจมเล็กน้อย จะลอยขึ้นทันทีที่ปล่อยมือ
            2. ชีพจรเต็ม (??) การเต้นของชีพจรลอย และชนนิ้วมือแรง แสดงว่า อาการของผู้ป่วยคือ อาการไข้ ความร้อนสูง
            3. ชีพจรกระจาย (??) การเต้นของชีพจรลอย และเต้นมาชนนิ้ว มือลักษณะกระจายหลวมๆ แสดงว่า อาการของผู้ป่วยคือ โรคไตที่ขาดพลัง
            4. ชีพจรกลวง (??) การเต้นของชีพจรลอย เมื่อกดนิ้วมือลงไป แล้วรู้สึกกลวงเหมือนกดลงบนใบไม้ที่ลอยอยู่ แสดงว่า ผู้ป่วยนั้นขาดโลหิต หรือเสียโลหิตมากเกินไป เช่น หลังได้รับการผ่าตัด เสียโลหิตจากอุบัติเหตุ ต่างๆ สตรีตกโลหิต
            5. ชีพจรหนังกลอง (??) การเต้นของชีพจรลอย เมื่อกดนิ้วมือลงไป แล้ว รู้สึกแข็งเหมือนกับหนังกลอง แสดงว่า ผู้ป่วยมีอาการของพลังอิม และ เอี๊ยงไม่ประสานกัน
            6. ชีพจรนิ่ม (??) การเต้นของชีพจรลอย เมื่อกดนิ้วมือลงไปเบาๆรู้สึก ว่าชีพจรนั้นเล็ก และนิ่ม แสดงว่า ผู้ป่วยมีความร้อนในร่างกายปนกับความชื้น

ประเภทชีพจรจม (???)
        การเต้นของชีพจรมีลักษณะจม  หมายถึง เมื่อใช้นิ้วมือ ทั้ง 3 นิ้วกดลงไปแรงๆจึงจะสัมผัสชีพจรได้ ถ้าแตะนิ้วเบาๆจะไม่รู้สึก หรือ รู้สึกแผ่วเบามาก  แสดงว่า โรคนั้น ได้เกิดอยู่ส่วนลึกของอวัยวะภายในแล้ว
            1. ชีพจรจม (??) อยู่ลึก แตะเบาๆไม่เจอชีพจร  ต้องกดลงไปแรงๆจึงจะพบการเต้นของชีพจร  แสดงว่าโรคได้เข้าสู่ภายใน
            2. ชีพจรจมลึก (??) การเต้นของชีพจร เมื่อกดนิ้วมือลงไปต้อง กดนิ้วให้หนักจนจมลงไปถึงกระดูก จึงจะสัมผัสชีพจรได้ เพราะชีพจร หลบอยู่ที่ซอกกระดูก แสดงว่า โรคนั้นหลบซ่อนอยู่ภายในอวัยวะ
            3. ชีพจรแข็ง (??) การเต้นของชีพจร เมื่อกดนิ้วมือลงไปต้อง กดนิ้วลงไปแรงๆ จึงจะสัมผัสชีพจรได้ และการเต้นของชีพจรนั้นมีชีพจรที่ ใหญ่ และเต้นแรง แสดงว่า ผู้ป่วยมีอาการที่สะสมไว้นาน ซึ่งจะพบว่า อุจจาระของผู้ป่วยเป็นก้อนแข็ง   การสะสมเช่นนี้อาจจะ เป็นการสะสมความเย็น
            4. ชีพจรอ่อน (??) การเต้นของชีพจร เมื่อกดนิ้วมือลงไป ต้องกดนิ้วลงไปแรงๆจึงจะสัมผัสชีพจรได้ แต่ชีพจรนั้นจะอ่อนมาก เล็ก และ ค่อย แสดงว่า ผู้ป่วยอาการพลังธาตุไฟกำลังจะสิ้น
            5. ชีพจรสั้น (??)เมื่อสัมผัสนิ้วมือ ลงไปที่ชีพจร การเต้นของชีพจรจะเต้นแบบสั้นๆ เป็นชีพจรที่สัมผัสยากมาก ชีพจรสั้นนี้ส่วนมากมักร่วมกับชีพจรเล็กในผู้ที่อ่อนแอ  ลักษณะการเต้นของชีพจรสั้นนี้หากพบร่วมอยู่ในผู้ป่วยอาการใด อาการก็จะยิ่งหนักมากขึ้น
            6. ชีพจรยาว(??) เมื่อสัมผัสนิ้วมือ ลงไปที่ชีพจร การเต้นของชีพจรนั้นจะมีลักษณะยาวเป็นเส้นเดียวกัน  ซึ่งมีระยะความยาวของชีพจรจากจุดนิ้วชี้ที่ข้อมือยาวถึงข้อพับศอกด้านใน ชีพจรยาวแต่เต้นไม่ไว ไม่แรง เต้นช้าแบบปกติธรรมดา   แสดงว่า ผู้นั้นไม่ป่วยไม่ไข้
            หากผู้นั้นเป็นคนที