เจ้าของร้าน: cchaw ส่งข้อความ

ความน่าเชื่อถือ: 0

จำนวนสินค้า: 45

พื้นที่: อุดรธานี

เปิดร้านเมื่อ: 2009-08-04

เยี่ยมชมทั้งหมด: 275951

ที่อยู่: 244/2 ถ.โพศรี อ.เมือง จ.อุดรธานี 41000

เบอร์โทรศัพท์: 042-221609

ค้นสินค้าในร้านค้า

ตรวจพัสดุส่งทางไปรษณีย์

ทฤษฎียิน-หยาง  (????)

     ยิน – หยาง  เป็นด้านของสรรพสิ่งที่ตรงข้ามกัน  จะต่อต้านกัน  ขณะเดียวกันก็ควบคุมและเป็นเอกภาพแก่กัน  เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ซึ่งกันและกันตลอดเวลา  สรรพสิ่งที่ปรากฏอยู่ในจักรวาลนี้ประกอบด้วยยิน-หยางทั้งสิ้น  ยิน-หยางเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวเนื่องกันตลอดเวลา  และการเปลี่ยนแปลงนี้เองที่เป็นตัวกำหนดปรากฏการณ์ธรรมชาติทั้งปวง  รวมทั้งการเจริญเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของชีวิตมนุษย์

     ลักษณะของยิน-หยาง   หยางมีแนวโน้มที่จะแผ่ออก  ไหลขึ้นเบื้องบน  และ เป็นความเคลื่อนไหว  ส่วนยิน มีแนวโน้มที่จะหดเข้าภายใน  ไหลลงเบื้องล่าง  และ เป็นความหยุดนิ่ง  หากปริมาณหรือคุณภาพของตัวใดตัวหนึ่งเหลื่อมล้ำเกินไป  สภาวะสมดุลก็จะแปรเปลี่ยนไป

ตารางที่ 1 แสดงความหมายของยิน-หยาง  ในลักษณะที่เป็นคู่ตรงกันข้าม

ยิน

?

กลางคืน

??

ฤดูใบไม้ร่วง หนาว

??

หญิง

??

เย็น

??

หนัก

?

มืด

??

ลงต่ำ

??

ด้านใน

??

สงบนิ่ง

??

หยาง

?

กลางวัน

??

ฤดูใบไม้ผลิ ร้อน

??

ชาย

??

ร้อน

??

เบา

?

สว่าง

??

ขึ้นสูง

??

ด้านนอก

??

เคลื่อนไหว

??

 

กฎของยิน-หยางแบ่งออกได้เป็น 4 ข้อคือ

1.  ยิน-หยางตรงข้ามกัน ??????            
     คนโบราณคิดแบบเข้าใจง่าย ๆ ว่า ด้านที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์เป็น 
“พลังหยาง” ด้านที่หันหลังให้กับดวงอาทิตย์เป็น “พลังยิน”แม้ว่าสิ่งของ 2 สิ่งจะอยู่ตรงข้ามกัน แต่ต่างก็มีหน้าที่อิสระต่อกัน สิ่งที่ตรงข้ามกัน 2 สิ่ง จะก่อให้เกิด หรือแปรเปลี่ยนทำให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ได้ เช่น การเคลื่อนไหวของดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์ทำให้เกิดฤดูกาลต่าง ๆ ผู้ชายกับผู้หญิงทำให้เกิดลูกได้
     ยิน-หยางต่างทำหน้าที่ตรงข้ามกัน คือ อินเกี่ยวกับโครงสร้างร่างกาย หยางเกี่ยวกับการทำหน้าที่   ยิน-หยางควบคุมซึ่งกันและกันให้อยู่ในสภาวะสมดุล ร่างกายจึงเป็นปกติ แต่ถ้าเสียสมดุลจะทำห้เกิดโรคตามมา

2.  ยิน-หยางอาศัยซึ่งกันและกัน ??????            
     สรรพสิ่งในโลกนี้แม้ว่ามี 
2 สิ่งที่ตรงข้ามกัน แต่ก็ต้องอาศัยซึ่งกันและกันเพื่อความอยู่รอด และเพื่อประโยชน์ระหว่างกัน ยินพึ่งพาหยาง หยางพึ่งพายิน ต่างฝ่ายจะคงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายตรงข้ามยังคงอยู่ ยิน-หยางแยกจากกันไม่ได้ เช่น มีฟ้าจึงจะมีดิน ไม่มีฟ้าก็ไม่มีดิน มีรูปร่างจึงจะมีเงา เงาก็จะอาศัยตามรูปร่าง ไม่มีรูปร่างก็จะไม่เกิดเงา

3.  ยินหยางมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นและลง ??????
   
สรรพสิ่งที่ตรงข้ามกัน 2 อย่าง มีการเคลื่อนไหวในลักษณะขัดแย้งกัน ฝ่ายหนึ่งจะมีการเพิ่มขึ้น ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องลดลง เช่น การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ และฤดูร้อน เป็นเวลาที่ยินค่อยๆลดลง หยางค่อยๆเพิ่มขึ้น ทำให้อากาศเย็นค่อยๆอุ่นขึ้น คือ ยินลดหยางเพิ่ม ??????และจากฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว  อากาศจะเปลี่ยนจากร้อนค่อยๆเย็นลง เป็นเวลาที่หยางค่อยๆลดลง อินค่อยๆเพิ่มขึ้น คือ หยางลดยินเพิ่ม ?????? 

4.  ยินหยางมีการแปรเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ??????
   
เมื่อยินและหยางมีการเปลี่ยนแปลงชึ้นลงถึงระดับหนึ่ง  ยินที่เพิ่มขึ้นจะสามารถเปลี่ยนเป็นหยาง  หยางที่เพิ่มขึ้นสามารถเปลี่ยนเป็นยินได้  คือ ร้อนจัดเปลี่ยนเป็นหนาว, หนาวจัดเปลี่ยนเป็นร้อน (?????????)   เช่น  ภาวะไข้และความร้อนสูงในร่างกายเป็นสาเหตุให้ร่างกายใช้พลังงานมากเกินปกติจนเกิดอาการตัวเย็น  มีอาการหน้าซีดขาว  แขนขาเย็น  หายใจขัด  อาการดังกล่าวนี้เป็นอาการเย็นเกินไปนั่นเอง หรือหยางเปลี่ยนเป็นยิน

โครงสร้างร่างกายกับยินและหยาง (??????)  ส่วนต่างๆของร่างกาย จำแนกเป็นยิน-หยางได้ดังนี้
            - ร่างกายส่วนบน เป็นหยาง  ส่วนล่าง เป็นยิน
            - ร่างกายส่วนนอก เป็นหยาง  ส่วนใน เป็นยิน
            - ด้านหลังของร่างกาย เป็นหยาง  ด้านหน้า เป็นยิน
     อวัยวะภายในจำแนกตามการทำหน้าที่เป็นอวัยวะตันทั้ง 5????ได้แก่ หัวใจ ปอด ม้าม ตับ ไต  เป็นยิน เพราะทำหน้าที่เก็บสะสมสารจำเป็น (หยุดนิ่ง)  และอวัยวะกลวงทั้ง 6 ????ได้แก่ ถุงน้ำดี กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ ซานเจียว เป็นหยาง  เพราะทำหน้าที่ย่อย ระบาย ขับถ่าย (มีการเคลื่อนไหว)
     
โดยที่ในอวัยวะตันทั้ง 5 ก็ยังจำแนก หัวใจและปอด เป็นหยาง (อยู่ด้านบน ในช่องอก)  ส่วนม้าม ตับ และไต เป็นยิน (อยู่ด้านล่าง ในช่องท้อง)

ระบบเส้นลมปราณ (??) จำแนกเส้นลมปราณหลักเป็นยิน  เส้นลมปราณย่อยเป็นหยาง เป็นต้น

เลือดและพลังลมปราณ (??) จำแนกเลือดเป็นยิน พลังลมปราณเป็นหยาง เป็นต้น

หน้าที่ทางสรีระวิทยาของร่างกายกับยินและหยาง
     ยิน เป็นสารหล่อเลี้ยงร่างกาย ซึ่งเป็นวัตถุพื้นฐานในการทำหน้าที่   หยาง เป็นการทำหน้าที่ต่างๆของร่างกาย ถ้าขาดสารหล่อเลี้ยงร่างกายก็ทำงานไม่ได้  ยิน-หยางมีคุณสมบัติตรงข้ามกัน แต่พึ่งพาอาศัยกัน มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลง เปลี่ยนแปลงซึ่งกันและกันได้  ถ้าอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลร่างกายก็จะเป็นปกติ   แต่ถ้าหากยิน-หยางไม่สมดุล  ก็เป็นเหตุให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้น  หากหยางมีปริมาณมากเกินไป  ก็จะทำให้ยินอ่อนกำลังลง  และในทำนองกลับกัน  ถ้ายินมากเกินไปก็จะเป็นอุปสรรคขวางกั้นหยาง

การเปลี่ยนแปลงทางพยาธิวิทยาของร่างกาย
     ถ้ายิน-หยางเสียสมดุลจะเกิดโรค  โดยการเกิดโรคและการดำเนินการของโรคขึ้นปัจจัย 2 ประการ คือ
     - ลมปราณต้านทานโรค????คือ สมรรถภาพในการต้านทานโรค จากภายในร่างกาย ได้แก่ สารจำเป็นในร่างกาย เป็นยิน ลมปราณเป็นหยาง

     - ลมปราณก่อโรค????คือ อิทธิพลและปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดโรค จากภายนอกร่างกาย  ได้แก่ ความเย็น ความชื้นเป็นยิน  ความร้อน ลม ไฟ เป็นหยาง

 

การเปลี่ยนแปลงของยินและหยาง มีดังนี้

1. ยิน-หยางเพิ่มขึ้น  ?????? คือ ระดับของยินหรือหยางเพิ่มสูงกว่าปกติ
ระดับลมปราณก่อโรคหยางเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดกลุ่มอาการร้อน (????????) เช่น มีไข้สูง เหงื่อออก หน้าแดง ชีพจรเร็ว ขณะเดียวกันหยางที่เพิ่มขึ้นสามารถเผาผลาญของเหลวในร่างกายให้ลดลง ทำให้พบอาการคอแห้ง เป็นต้น เรียกว่าหยางเพิ่มทำให้ยินป่วย (?????)
ระดับลมปราณก่อโรคยินเพิ่มขึ้น  ทำให้เกิดกลุ่มอาการเย็น  ( ???????? ) เช่น ปวดท้อง ท้องเดิน ลิ้นซีด มีฝ้าขาว ชีพจรลึก  ขณะเดียวกันยินเพิ่มขึ้นจะไปทำลายลมปราณหยางในร่างกาย ทำให้มีอาการกลัวหนาว มือเท้าเย็น เป็นต้น เรียกว่า ยินเพิ่มทำให้หยางป่วย (?????)

2. ยิน-หยางลดลง (????) คือ ระดับยินหรือหยางลดลงต่ำกว่าปกติ
ระดับลมปราณก่อโรคยินลดลง  ทำให้เกิดกลุ่มอาการร้อน  (???????? ) เช่น มีไข้เป็นเวลา เหงื่อออกมากตอนกลางคืน ร้อนตามฝ่ามือฝ่าเท้า ปากและลิ้นแห้ง  ชีพจรเล็กเร็ว
ระดับลมปราณก่อโรคหยางลดลง ทำให้เกิดกลุ่มอาการเย็น (????????) เช่น ใบหน้าซีดขาว กลัวหนาว มือเย็น อ่อนเพลีย เหงื่อออกมากตอนกลางวัน ชีพจรเบา

     การรักษาโรคเกิดจากสภาพหยางมากไป (ร้อน) ก็ให้ยาเย็น ถ้าเกิดจากสภาพยินมากไป (เย็น) ก็ให้ยาร้อนหรือยาขับเย็น แต่ถ้าสภาวะหยางอ่อนลงแล้วมีผลทำให้ยินดูมากเกินการรักษาใช้วิธีเพิ่มหยาง และพยุงยินให้คงสภาพพอดีไว้ หรือในทำนองกลับกันเพื่อปรับยิน-หยางให้สู่สภาวะสมดุล

อาหารหรือยาที่มีรสเค็ม (?) ขม (?) เปรี้ยว (?)  ฝาด (?)                       จัดเป็นยิน
อาหารหรือยาที่มีรสเผ็ด (?)  หวาน (?) จืด (?)                                     จัดเป็นหยาง
ยาที่มีฤทธิ์ช่วยกระจาย ระบาย (??)  ขึ้นข้างบนหรือออกข้างนอก (??)     จัดเป็นหยาง
ยาที่มีฤทธิ์ช่วยดับ สมาน (??)  ลงข้างล่างหรือเข้าข้างใน (??)                จัดเป็นยิน

หากปริมาณหรือคุณภาพของยิน-หยางไม่สมดุล สภาวะปกติก็จะเปลี่ยนแปลงไป เช่น 
ภาวะร้อนเกิดจาก 
1. หยางมากเกินไป ผู้ป่วยจะมีไข้สูง เหงื่อออกมาก กระวนกระวาย เพ้อ ท้องผูก ปัสสาวะเข้ม 
2. ยินน้อยลง ผู้ป่วยจะมีไข้ต่ำๆ โหนกแก้มแดงในตอนบ่าย เหงื่อออกกลางคืน คอแห้ง เบื่ออาหาร ฝ่ามือฝ่าเท้าเย็น 
ภาวะเย็นเกิดจาก 
1. ยินมากไป ผู้ป่วยจะหนาวสั่น ไม่มีเหงื่อ ปวดมึนศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว น้ำมูกใส ไม่กระหายน้ำ 
2. หยางน้อยลง ผู้ป่วยจะหน้าซีดเซียว กลัวลม กลัวเย็น ชอบห่มผ้า ผิงไฟ ซึม ง่วงนอน มือเท้าไม่อุ่น ปัสสาวะสีจาง อุจจาระเหลว 

เมื่อใดก็ตามที่สภาวะหนึ่งสภาวะใดเกิดขึ้นแล้วทำให้การเกิดและการสลายของยินหยางผิดปกติ ก็เป็นเหตุให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้น หากหยางมีปริมาณมากเกินไป ก็จะทำให้ยินอ่อนกำลังลง และในทำนองกลับกัน ถ้ายินมากเกินไปก็จะเป็นอุปสรรคขวางกั้นหยาง ยิน-หยางสามารถแปรเปลี่ยนกลับกันได้ เช่น หยางที่มากเกินไปสามารถเปลี่ยนเป็นยินได้ หรือยินที่มากเกินไปก็แปรกลับเป็นหยางได้ เช่น ภาวะไข้และความร้อนสูงในร่างกายเป็นสาเหตุให้ร่างกายใช้พลังงานมากเกินปกติจนเกิดอาการตัวเย็น มีอาการหน้าซีดขาว แขนขาเย็น หายใจขัด อาการดังกล่าวนี้เป็นอาการเย็นเกินไปนั่นเอง หรือหยางเปลี่ยนเป็นยิน 

ตัวอย่าง  เช่น
หยางมากเกินไป เข่น ต่อมทอนซิลอักเสบ 
ยินมากเกินไป เช่น ไข้หวัด   
ยินน้อยลง แต่หยางปกติ เช่น แผลในปาก สิว ท้องผูก ริดสีดวงทวาร  
หยางน้อยลง ยินปกติ เช่น หอบหืด ภูมิแพ้ 

สภาพหยางมากเกินไปร่างกายจะตอบสนองทำให้เกิดอาการร้อน มีไข้ ปากแห้ง คอแห้ง กระหายน้ำ ท้องผูก ขัดเบาและสีเข้ม ลิ้นแดง ชีพจรเต้นเร็ว 
สภาพยินมากเกินไป ร่างกายอ่อนแอลงกว่าปกติมีอาการเย็นของมือ เท้า หนาวสั่น ไม่กระหายน้ำ ลิ้นขาวซีด 
การรักษาโรคเกิดจากสภาพหยางมากไป (ร้อน) ก็ให้ยาเย็น ถ้าเกิดจากสภาพยินมากไป (เย็น) ก็ให้ยาร้อนหรือยาขับเย็น แต่ถ้าสภาวะหยางอ่อนลงแล้วมีผลทำให้ยินดูมากเกินการรักษาใช้วิธีเพิ่มหยาง และพยุงยินให้คงสภาพพอดีไว้ หรือในทำนองกลับกันเพื่อปรับยิน-หยางให้สู่สภาวะสมดุล 

อาหาร
อาหารทอด ย่าง รมควัน จัดเป็นหยาง 
อาหารที่ต้ม นึ่ง ตุ๋น จัดเป็นยิน 
อาหารยินได้แก่ ปู เป็ด หอยนางรม หอยโข่ง ห่าน กล้วย ส้ม สาลี่ อ้อย แตงโม สับปะรด น้ำส้ม องุ่น มะพร้าว มะละกอ ถั่วเขียว ถั่วฝักยาว ถั่วเหลือง เต้าหู้ ชา แตงกวา สาหร่ายทะเล ผักกาดหอม มะเขือเทศ ผักกระเฉด ขึ้นฉ่าย ข้าวโพด ใบตำลึง บวบ 
อาหารที่เป็นกลาง ได้แก่ ฝรั่ง แอปเปิ้ล น้ำผึ้ง นม นมเปรี้ยว กะหล่ำปลี แครอท กะหล่ำดอก ถั่วลำสง น้ำฝรั่ง ข้าว ข้าวโพดหวาน เผือก ปลาดุก หอยกาล เห็ดฟาง หมู 
อาหารหยาง ได้แก่ มะกอก มะเขือยาว เนื้อวัว ไก่ เนื้อแพะ พริก ผักชี หอก พริกไทย ใบแมงลัก ขิง กระเทียม งาดำ หอย 

ยกตัวอย่างสำหรับผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัด เนื่องจากมียินมากเกินไป ได้รับความเย็น ตากฝน หรืออยู่ในห้องปรับอากาศนานๆ ทำให้เกิดอาการน้ำมูกไหล ไข้ต่ำๆ ตัวเย็น หนักตัวอ่อนเพลีย ลักษณะเช่นนี้ควรจะได้รับหยางมากขึ้นเพื่อปรับสมดุลกล่าวคือ ความจะใส่เสื้อผ้าหนาๆ เพื่อความอบอุ่น ดื่มน้ำร้อน น้ำขิง อาบน้ำอุ่น รับประทานอาหารที่มีหยางมากขึ้นจะช่วยให้อาการต่างๆดีขึ้นเป็นต้น  

ที่มา http://cmed.hcu.ac.th/